sisaengtham.ac.th

ข่าวประชาสัมพันธ์/ ลัดเลาะสำรวจ โรงเรียนวัด Go Online

ลัดเลาะสำรวจ โรงเรียนวัด Go Online

 

ที่นี่ "ศรีแสงธรรม" จากห้องเรียนบ้านดิน - โซล่าเซลล์แตกๆ สู่ต้นแบบโรงเรียนพลังงานทดแทน-เศรษฐกิจพอเพียง สร้างชาติ

โรงเรียน "ศรีแสงธรรม" แห่งนี้ไม่ได้สอนแค่พื้นฐานเรื่องการอ่าน เขียน เพื่อทำข้อสอบเท่านั้น แต่โรงเรียนแห่งนี้ได้สอนให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนเข้มแข็งจากการลงมือทำ ซึ่งจะสามารถต่อยอดไปสู่ทักษะอื่นๆทั้งด้านสังคม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพื่อที่จะช่วยสร้างประเทศชาติให้เข้มแข็ง เพราะ "ความมั่นคงของชาติ" ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน และนี่คือ หลักการของการตั้งหลัก "โรงเรียนศรีแสงธรรม" หรือ ที่หลายคนเรียกกันว่า "โรงเรียนโซล่าเซลล์"  ต้นแบบแห่งพลังงานทดแทน

พระครูวิมลปัญญาคุณ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า "พระอาจารย์"  ได้ก่อตั้งโรงเรียนศรีแสงธรรมในปี 2553 เปิดสอนทั้งม.ต้น-ปลาย ที่บ้านดงดิบ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี โรงเรียนแห่งนี้มีโจทย์มาจาก “ความขาดแคลน” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของคนทั้งประเทศ



หลายปีที่ผ่านมา พระอาจารย์ได้มุ่งมั่นหาคำตอบเพื่อแก้โจทย์เรื่องความขาดแคลน โดยนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลักธรรม และเทคโนโลยี  มาผสมผสาน เพื่อเป็นต้นแบบในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดความสมดุลต่อชีวิต และสิ่งแวดล้อม  เพื่อหวังว่าคำตอบจากการสร้างโรงเรียนแห่งนี้จะเป็นมีส่วนในการช่วยชาติ นั่นคือ การผลิตคนดีเข้าสู่สังคม



เมื่อตัดสินใจที่จะทำ พระอาจารย์ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยและเดินหน้าสร้างความมั่นคงให้กับชาติ ด้วยการขายบ้านตัวเองที่เป็นมรดกชิ้นสุดท้าย มาสมทบทุนสร้างอาคารเรียนมูลค่า 18 ล้านบาท โดยที่ไม่ใช้งบประมาณจากรัฐแม้แต่บาทเดียว และยังสอนเด็กๆโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน มีรถรับ-ส่งฟรี อาหารฟรี



พร้อมทั้งทำงานอย่างหนัก เผยแพร่เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อหวังที่จะให้คนไทยสามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องพลังงานได้ โดยทุกวันนี้โรงเรียนศรีแสงธรรมผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในโรงเรียนทำให้โรงเรียนเสียค่าไฟเดือนละ 40 บาทเพื่อรักษาค่ามิเตอร์เท่านั้น





นำไปสู่การเป็นโรงเรียนต้นแบบด้านพลังงานที่ผู้นำประเทศกล่าวถึง และเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งฝึกอบรมด้านพลังงาน ให้กับภาคส่วนต่างๆ ที่ถนนทุกสายมุ่งสู่โรงเรียนศรีแสงธรรมเพื่อศึกษาเรื่องพลังงานทดแทน ขณะเดียวกันทางโรงเรียนก็พัฒนานวัตกรรมต่างๆเพื่อออกไปช่วยเหลือชุมชนด้วย



กำเนิด “โรงเรียนศรีแสงธรรม” เพราะอาตมาเคยขาดแคลนการศึกษา



พระครูวิมลปัญญาคุณ เปิดใจว่า สาเหตุที่ตั้งโรงเรียน เพราะไม่อยากเห็นใครขาดแคลนการศึกษาเหมือนอาตมา ที่ตอนเป็นเด็กอาตมาเรียนไม่จบมัธยม ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา  เพราะโยมพ่อกับโยมแม่หย่าร้างกัน ก็เลยต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานเพราะเป็นพี่คนโตของบ้าน

อีกหนี่ งเหตุผลที่สำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจให้พระอาจารย์ตัดสินใจสร้างโรงเรียนเพราะ ต้องการสานต่อการช่วยชาติจากหลวงตามหาบัวซึ่งพระอาจารย์เป็นศิษย์รุ่นสุด ท้ายของท่าน ได้มีส่วนรวมรวบเงินบริจาคต่างๆ ซื้อทองคำเข้าคลังหลวง พอหลวงตาปิดโครงการช่วยชาติ ก็คิดว่าการช่วยชาติที่ดีที่สุด คือการผลิตคนดีเข้าสู่สังคมเพราะเด็กเป็นอนาคตของชาติ



“ทุกวันนี้สิ่งที่เห็นคือ ความขัดสน ความยากแค้นของคนในชุมชน และส่งผลกระทบไปถึงระดับชาติ เมื่อเด็กไม่รู้หนังสืออ่านหนังสือไม่ออก จะอยู่อย่างไรในสังคม อนาคตของประเทศชาติจะเป็นอย่างไร หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ อาตมามองจากจุดนี้ จึงอยากให้พวกเขามีโอกาสทางการศึกษา ขึ้นไปที่จะส่งพวกเขาไปได้คือโอกาสทางการศึกษา ถ้าไม่มีการศึกษา เด็กๆ ก็จะไม่มีแรงจูงใจอะไรในชีวิต ไม่มีเครื่องมือในการหาเลี้ยงตัวเอง” นี่คือแรงผลักสำคัญที่ทำให้พระอาจารย์มีพลังในการทำสิ่งๆต่าง โดยไม่ย่อท้อ



ทฤษฏี...สู่ปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง  เริ่มจากห้องเรียนบ้านดิน



เป้าหมายของหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การที่เราสามารถพึ่งพาตนเอง มีความมั่นคงในชีวิต แต่การที่จะไปถึงจุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ทุกอย่างต้องเกิดจากการลงมือทำ และการมีจิตใจที่มั่นคง ไม่ย้อท้อต่อความยากลำบาก "อยากได้ต้องสร้างเอง กินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน"  ไม่ใช่คำพูดลอยๆอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการลงมือทำจริงๆที่โรงเรียนแห่งนี้





จาก จุดเริ่มต้นของโรงเรียนซึ่งมีปัจจัยเพียงน้อยนิดจากการบริจาคพระอาจารย์จึง ตัดสินใจพาเด็กๆสร้างอาคารเรียนแบบบ้านดินเพราะเป็นแนวทางที่ประหยัดที่สุด และสามารถทำได้ตัวเอง ทุกคนลงมือปั้นดินเป็นด้วยตัวเองนับพันนับหมื่นก้อน เพื่อสร้างอาคารเรียนบ้านดินด้วยตัวเอง ทำให้เด็กๆมีความภูมิใจมาก เพราะเป็นห้องเรียนที่ทุกคนสร้างมากับมือ ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่เกิดจากการปฏิบัติอย่างแท้ จริง  ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด บ้านพักครู อาคารพยายาม ถูกสร้างขึ้นมาจากเศษไม้ เศษเหล็กเก่าๆ เพื่อเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า



อย่างไรก็ตามห้องเรียนบ้านดินขนาด 112 ตารางเมตรที่สร้างไว้ ยังไม่เพียงพอ จึงเป็นที่มาของการสร้างอาคารเรียน 4 ชั้น มูลค่าการก่อสร้าง 18 ล้านบาท โดยพระอาจารย์ตัดสินใจขายบ้านตัวเองและชวนแม่และน้องชายมาอยู่ที่โรงเรียนด้วยกัน



ปลูกผัก-ทำนา แหล่งผลิตอาหารเกษตรอินทรีย์ เรียนที่นี่ต้องสตรอง



ขณะที่การสร้างแหล่งผลิตอาหารแบบเกษตรอินทรีย์ ก็เป็นภารกิจที่สำคัญของนักเรียนที่นี่  เพื่อเป็นอาหารกลางวันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผัก เพาะเห็ด การปลูกข้าว โดยเฉพาะในเรื่องการปลูกข้าวที่ทางโรงเรียนใช้วิธีปลูกข้าวต้นเดียว เพื่อเพิ่มผลการผลิต ซึ่งเป็นวิธีการทำนาแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมในระดับโลก  โดยน้องๆโรงเรียนศรีแสงธรรม ต้องลงมือ ไถนา ดำนา เกี่ยวข้าว ด้วยตัวเอง สร้างความตื่นตะลึงกับให้ผู้ที่ได้เห็นเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นเด็กสมัยนี้ทั้งหญิงชายสามารถขับรถไถนาได้ รวมถึงโปรเจคล่าสุด การทำหลุมพอเพียง ถือเป็นเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง เพราะมีทั้งการปลูกไม้ยืนต้น ไม้ระยะกลาง และผัก



โดยเด็กๆต้องลงมือขุดหลุมขนาดใหญ่ 2x2 ลึก 1 เมตร รวมทั้งต้องเรียนรู้การปรุงดินให้พืชด้วยเพราะดินในพื้นที่เป็นดินทรายทั้งหมด
เหล่านี้ คือ ตัวอย่างเบื้องต้น ที่โรงเรียนได้ประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดการศึกษา โดยเด็กๆได้มีส่วนร่วม ได้ลงมือทำ ได้สร้างผลงานด้วยตัวเอง และสามารถนำความรู้ดังกล่าวกลับไปใช้เพื่อแบ่งเบาภาระพ่อแม่





จุดเริ่ม "โซลาเซลล์" เพราะไม่มีอุปกรณ์การเรียนการสอน  



ขณะที่ประเด็นเรื่องพลังงานทดแทน ที่โรงเรียนได้รับการยกย่องว่าเป็นโรงเรียนต้นแบบ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของประเทศ
แต่ใครจะรู้บ้างว่า ทั้งหมดที่เกิดขึี้น มาจากขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน มองออกมาก็เห็นแค่ “แดด" เท่านั้น และการเดินทางเรื่องพลังงานทดแทนก็เริ่มจากวันนั้น พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเพิ่งย้ายเข้าอาคารเรียนใหม่ๆ เป็นวิชาวิทยาศาสตร์ แต่ในห้องไม่มีอุปกรณ์การสอนเลย มีแต่ "แดด" จึงคิดว่าน่าจะมีการใช้ประโยชน์จากแดด ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ไม่มีหมด



"ตอนนั้นมีเพียงแผ่นโซลาเซลล์เก่าๆแตกๆที่พังแล้วมาซ่อม และทดลองใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ที่ชาร์จมือถือ ทำโคมไฟ จากนั้นก็ขยายความรู้ไปเรื่อยๆ ด้วยการเข้าร่วมประกวดโครงการงานต่างๆได้รับรางวัลประเทศมากมาย ในที่สุดจึงเดินหน้าติดตั้งโซลาเซลล์ขนาด 6 กิโลวัตต์ เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้ค่าไฟลดลงอย่างมากจากเดือนละ 6,000 บาท เหลือเพียง 40 บาท”



ไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะทางโรงเรียนยังได้มีประยุกต์ใช้โซลาเซลล์กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น ตู้น้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์เข้าแปลงผักต่างๆ   รวมถึงการประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่จากโซลาเซลล์ ไม่ว่าจะเป็น รถสามล้อพลังแสงอาทิตย์ ไฟฉายขอข้าว วิทยุไม่เอาถ่าน เพื่อจำหน่ายให้กับประชาชนที่สนใจ โดยรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายถูกนำมาใช้เป็นค่าอาหารกลางวันและค่ารถรับส่งของโรงเรียน





ลุยสร้างแสงสว่างให้ชุมชนโดยทีมช่างกระโปรงบานขาสั้น



เมื่อไฟฟ้าในโรงเรียนมีความมั่นคงแล้ว พระอาจารย์ได้เดินหน้าคิดหาทางช่วยเหลือชุมชนโดยนำโซลาเซลล์มาประยุกต์ใช้กับการเกษตร
ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทย เช่น โซลาเซลล์เคลื่อนที่ “รถเข็นผลิตไฟฟ้าชุดนอนนา” ที่สามารถใช้กับเครื่องสูบน้ำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น อย่างวิทยุ โทรทัศน์ได้ พัดลม เพื่อให้ชาวนาเข็นไปนอนเฝ้านาอย่างสะดวกสบายมากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียค่าน้ำมันแพงๆอีกต่อไป ใช้แดดร้อนๆในนา เป็นพลังงานได้เลย ทำให้เป็นที่ได้รับความนิยม และเป็นที่ชื่นชมเป็นอย่างมาก รวมถึงการเปิดอบรมเรื่องโซลาเซลล์ให้กับบุคคลที่สนใจ  เข้ามาดูงานทีโรงเรียน รวมถึงการเข้าไปช่วยติดตั้งโซลาเซลล์ทั้งแบบออฟกริด และ ออนกริด โดยทีมงานก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเด็ก ม.ปลาย โรงเรียนศรีแสงธรรมนี่เอง เพราะเด็กๆที่นี่ต้องเรียนเรื่องพลังงานทดแทนตั้งแต่เข้า ม.1
เพราะฉะนั้น เด็กที่นี่จึงต่อไฟฟ้าแบบต่างๆได้อย่างคล่องแคล่ว



เพราะฉะนั้น เสาร์- อาทิตย์ของเด็กโรงเรียนนี้ จึงพิเศษกว่าที่อื่นๆ เพราะพระอาจารย์ได้พาเด็กๆไปปฏิบัติงานจริงในภาคสนามอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มทักษะ และเป็นรายได้พิเศษให้กับเด็กๆอีกด้วย โดยผลงานล่าสุด คือการติดตั้งระบบไฟฟ้าออฟกริด 3,000 วัตต์ ให้กับ สำนักสงฆ์พุทธอุทยานเขาคอก อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงโปรเจคใหญ่ สู้ภัยแล้งด้วย ระบบสูบน้ำลึกพลังแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ในระบบประปาหมู่บ้าน ที่พระอาจารย์และน้องๆ ได้ทำการติดตั้งให้กับ 2 หมู่บ้าน ในอ.อ.พิบูลมังสาหาร และ อ.สว่างวีรวงศ์ จ.อุบลราชธานี โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทัพภาคที่ 2ซึ่งสามารถลดค่าไฟได้ถึงเดือนละ 5,000 บาท รวมถึงที่วัดป่าดงใหญ่วังอ้อ ซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำคัญของ จ.อุบลราชธานี และที่อื่นๆอีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานโรงเรียนศรีธรรม



ผลงานดังกล่าวเป็นที่ประทับใจของชุมชนเป็นอย่างมาก ที่แทบไม่เชื่อด้วยสายตาว่าเด็กชั้น ม.ปลาย จะมีทักษะในการติดตั้งระบบโซลาเซลล์ได้ อีกทั้งยังใช้เวลาแค่ 1 วันต่อ 1โปรเจคเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากและเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านได้อย่างทันท่วงที





ผลักดันสถานที่ราชการ- วัดในเมือง ใช้พลังงานแสงอาทิตย์



นอกจากจะมุ่งมั่นให้แสงสว่างต่อชุมชนในพื้นที่ต่างๆในพื้นที่ห่างไกลแล้ว พระครูวิมลฯยังมุ่งมั่นผลักดันให้สถานที่ราชการ วัด ในเมืองที่ใช้ไฟช่วงกลางวันจำนวนมาก ใช้โซล่าเซลล์เพื่อลดรายจ่าย โดยเมื่อปลายปีที่แล้ว พระครูวิมลฯได้เป็นผู้นำในการวางระบบการติดตั้งโซลาเซลล์ขนาด 27 เมกะวัดต์ ที่วัดยานนาวา พระอารามหลวง ซึ่งได้นำร่องเป็นวัดต้นแบบในเมืองพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถลดค่าไฟได้เดือนละประมาณ 18,000 บาท



พระอาจารย์บอกว่า อยากให้ โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากในตอนกลางวัน พิจารณาเรื่องการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพราะสามารถลดรายจ่ายได้ และเป็นการช่วยชาติ สามารถนำเงินที่เหลือไปซื้ออุปกรณ์การแพทย์และการศึกษาเพิ่มเติมได้



"ถ้าสถาบันการศึกษาต่างๆที่ใช้ไฟฟ้าเกิน1เมกะวัตต์ทดลองผลิตใช้เองก็จะประหยัดค่าไฟได้ประมาณเดือนล่ะหกแสนบาท หรือปีละ 7.2 ล้านบาท หากทำ สักพันแห่งทั่วประเทศจะมีเงินเหลือ 7.2 X 1,000 เท่ากับประมาณ 7,000 ล้านต่อปี เกิดการจ้างงานมากมายหรือนำ เงินมาพัฒนาระบบการศึกษาได้นี่คือประโยชน์ของการทำ โซลาร์เซลล์ อย่าบอกว่ามันแพงอาตมาซื้ออุปกรณ์ทั้งหมดรวมเป็นเงิน 1.8 แสนบาท ประหยัดค่าไฟเดือนละ 6,000 บาท เพราะเราซื้อแผ่นโซลาร์เซลล์16 บาทต่อวัตต์ซึ่งสามารถใช้งานได้  25 ปี จึงถือว่าคุ้มค่ามาก " พระอาจารย์คำนวนตัวเลขอย่างคล่องแคล่ว




Net Metering วาระแห่งชาติ



ในฐานะที่ทำงานด้านพลังงานทดแทนมาเป็นเวลานาน  สิ่งที่พระครูวิมลปัญญาคุณ อยากเห็นมากที่สุด คือการที่รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือน ( Net Metering) ซึ่งจะเป็นสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง



พระครูวิมลปัญญาคุณ  ขยายความว่า  เมื่อทุกบ้านสามารถสร้างรายได้จากหลังคาของตัวเองได้ก็จะช่วยให้พวกเขามีรายได้ และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้จะเพียงแค่เดือน 1000-2,000 บาท แต่สำหรับคนบ้านนอกถือว่าเยอะมาก



ถ้ามองภาพใหญ่ขึ้นไป มันคือการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรากหญ้าขึ้นมา หรืออาจให้เขาทำเป็นกลุ่ม คือกองทุนหมู่บ้านละล้าน เอาเงินมาลงทุนทำ โซลาร์เซลล์แล้วรัฐรับ ซื้อจากเขา ลองรัฐบาลรับซื้อ 7 ปี เชื่อว่าจะมีเงินคืนทุน เพราะขนาดอาตมาทำประมาณ 3 ปีก็คืนทุนแล้ว อีกทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ยังเป็นพลังงานสะอาด ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐยังก้าวไม่พ้นพลังงานจากถ่านหิน ซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาชนในทุกด้าน และเลี้ยงตัวเองในอนาคตได้ เพราะทำมาหมดแล้วทุกอย่าง





“ฉะนั้นหากรัฐมีการส่งเสริมให้แต่ละระดับสามารถผลิตไฟฟ้าได้เองตามศักยภาพและรับซื้อพลังงานทุกรูปแบบ
 ตั้งแต่ ระดับครัวเรือนหมู่บ้านตำบล ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ต่อครัวเรือน ทำ ให้ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น และหากภาคประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าได้เกินปริมาณที่ใช้อยู่ก็จะช่วยให้ระบบ โครงข่ายไฟฟ้ามีไฟฟ้าในระบบเพิ่มมากขึ้นโดยภาครัฐไม่ต้องลงทุนการผลิตไฟฟ้า เพิ่มเลย



เราดูตัวอย่างจากประเทศที่ประสบผลสำเร็จด้านพลังงานแสงอาทิตย์ก็ได้เช่นประเทศเยอรมนี เขารับซื้อไฟทั้งหมดที่ผลิตได้จากประชาชน ก็ทำ ให้วิกฤติการขาดแคลนพลังงานหมดสิ้นไปภายในระยะไม่กี่เดือน และมีพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย อาตมาอยากเห็นประเทศไทยก้าวไปสู่จุดนั้นบ้าง” พระครูวิมลปัญญาคุณ กล่าว



โรงเรียนวัด  Go Online  



อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทางโรงเรียนจะเน้นการปฏิบัติอย่างมากาย แต่ทางทฤษฎีและการสอบต่างๆ โรงเรียนก็ไม่ได้ละทิ้ง เพราะน้องๆโรงเรียนศรีแสงธรรมสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้ 100% จนลบข้อกังขาในเรื่องการจัดการศึกษา แบบเศรษฐกิจพอเพียงที่หลายคนกังวลว่าจะมีจุดอ่อนเรื่องทฤษฎีไปอย่างสิ้นเชิง


เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะแม้จะเป็นโรงเรียนวัดที่อยู่ห่างไกล แต่พระอาจารย์ได้ระดมสรรพความรู้ทั้งหลายที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ต  
โดยเฉพาะติวเตอร์ออนไลน์ต่างๆ ทั้งฟรีและดี จัดเต็มให้นักเรียนอย่างต่อเนื่อง ทำให้คะแนนO-Net  ของเด็กที่นี่สูงไม่แพ้โรงเรียนอื่นๆ  
เพราะติวพิเศษกันทุกเสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครต่างชาติมาสอนเพื่อเพิ่มทักษะด้านภาษาอังกฤษให้นักเรียนอีกด้วย



นอกจากนี้องค์ความรู้ต่างๆของโรงเรียนก็GoOnline ให้ประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้ร่วมกัน  โดยผ่านช่องทาง Social Media ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  Facebook , Youtube, Blog ที่พระอาจารย์เป็นแอดมินหลัก ทั้ง โพสต์ ถ่ายรูป ถ่ายวิดิโอ ตัดต่อเองในทุกกิจกรรมที่โรงเรียนทำ





ที่พิเศษที่สุด คือ วิดิโอธรรมะตอนเช้า ที่นักเรียนต้องนั่งสมาธิก่อนเข้าเรียนวันละ 10 -15 นาที โดยมีพระอาจารย์เทศนาเรื่องต่างๆอบรมขัดเกลาจิตใจนักเรียนด้วยหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกวัน และวิดินั้นก็ได้ถูกเผยแพร่ในเฟซบุคทุกวัน เพื่อเป็นข้อเตือนใจให้กับคนทั่วไปด้วย



จึงเรียกได้ว่าการจัดการศึกษาของโรงเรียนแห่งนี้ เป็นมิติใหม่ของการศึกษาไทย ที่มีการผสมกันระหว่าง หลักธรรมแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้เด็กๆได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก



ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของโรงเรียนต้นแบบที่สร้างแสงสว่างทั้งทางปัญญาและสร้างแสงสว่างให้กับชุมชนและสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ โดยพระอาจารย์ฯ ย้ำปิดท้ายว่า  อยากให้ทุกพื้นที่มีโอกาสได้รู้จักโซล่าเซลล์ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ง่ายมากง่ายกว่าการตากผ้า เพราะตั้งอยู่กลางแดด 5 นาทีก็มีไฟใช้ได้แล้วอีกทั้งยังเป็นเทคโนโลยี ที่ง่ายต่อการดัดแปลงไปใช้ในบริบทต่างๆของชุมชน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ไม่ต้องมีความขัดแย้งกันอีกต่อไป เพราะทุกคนสามารถผลิตพลังงานกันเองได้เลย  หากโรงเรียนกลางป่าอย่างศรีแสงธรรม สามารถทำได้ทุกที่ ในประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน

หมวดหมู่

พลังงานหมุนเวียนที่สะดวกและง่ายสำหรับประชาชนทั่วไปคือ พลังแสงอาทิตย์สามารถนำมาผลิตไฟฟ้า

ระบบประปาหมู่บ้าน ทหาร วัด โรงเรียน โดยทีมงานช่างขอข้าว รร.ศรีแสงธรรมได้รับการติดต่อจากทาง มทบ.ที่ 22

เปลี่ยนหลังคาโรงงานเป็นธนาคารดอกเบี้ยสูง ด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ใช้ในเวลากลางวัน

โคมไฟโซล่าร์เซลล์ส่องถนนไปบ้านพักครูของโรงเรียนโดยทดลองทำขึ้นเพื่อรองรับ แบตเตอรีที่จะมีผู้มีจิตศรัทธา

ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนที่ติดโควต้ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ประจำปี พ.ศ. 2558 จำนวน 23 คน รุ่นที่ 3

รายชื่อผู้ได้รับทุนการศึกษาเรียนดี จาก พระครูวิมลปัญญาคุณ เนื่องในวันไหว้ครู ในวันที่ 13 มิถุนายน 2556

ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนโรงเรียนศรีแสงธรรม รุ่นที่ 1 จำนนว 2 คน ติดโควต้า มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปี 2556

แสดงความยินดีรางวัลแข่งขันในมหกรรมการแข่งขันทักษะวิชาการสถานศึกษาเอกชน ระดับชาติ ครั้งที่ 1